ฉีดโบท็อกซ์ลดกรามกี่วันเห็นผล? หน้าเรียวลงจริงไหม
บทความโดย : Ticha Clinic Team
มิถุนายน 10, 2026

การมีรูปหน้าเรียวสวย กรอบหน้าคมชัด และได้สัดส่วนทรงอักษรวี (V-Shape) เป็นค่านิยมความงามที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในทุกยุคทุกสมัย ทว่าโครงสร้างใบหน้าของคนเรา โดยเฉพาะคนเอเชีย มักจะประสบปัญหาใบหน้าดูกลม หน้าเหลี่ยม หรือหน้าบานออกด้านข้าง ซึ่งหนึ่งในสาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่เพราะโครงสร้างกระดูกขากรรไกรใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมี "กล้ามเนื้อกรามที่หนาและใหญ่เกินไป"
นวัตกรรมทางการแพทย์ที่เข้ามาตอบโจทย์การแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด รวดเร็ว และไม่ต้องเจ็บตัวนอนโรงพยาบาลเหมือนการผ่าตัดศัลยกรรมตัดแต่งกระดูก ก็คือ "การฉีดโบท็อกซ์ลดกราม" (Botulinum Toxin Injection) ซึ่งกลายเป็นหัตถการยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของคลินิกความงามทั่วโลก
แต่สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนหรือเพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่วงการปรับรูปหน้า มักจะเกิดคำถามและข้อสงสัยมากมาย เช่น ฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้วหน้าจะเรียวลงจริงไหม? ต้องรอกี่วันถึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง? ผลลัพธ์จะอยู่คงทนได้ยาวนานแค่ไหน? และทำอย่างไรไม่ให้หน้าดื้อยา? บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกทุกประเด็นอย่างละเอียดตามหลักการแพทย์ เพื่อให้คุณเข้าใจกลไกและเลือกรับบริการได้อย่างคุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด
1. ไขกลไกการทำงานทางวิทยาศาสตร์: โบท็อกซ์เข้าไปทำอะไรกับกล้ามเนื้อกราม?
สารโบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin Type A) หรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า "โบท็อกซ์" แท้จริงแล้วเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ที่สกัดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Clostridium botulinum ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการทำงานร่วมกับระบบประสาทและกล้ามเนื้ออย่างจำเพาะเจาะจง
เมื่อแพทย์ทำการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปในกลุ่มกล้ามเนื้อเคี้ยวอาหารที่อยู่บริเวณมุมขากรรไกร ซึ่งมีชื่อทางกายวิภาคว่า "กล้ามเนื้อแมสเซเทอร์" (Masseter Muscle) ตัวยาจะเข้าไปทำหน้าที่บล็อกการหลั่งสารสื่อประสาทที่มีชื่อว่า Acetylcholine ที่ปลายประสาท ส่งผลให้กระแสประสาทไม่สามารถส่งคำสั่งมายังกล้ามเนื้อในบริเวณนั้นได้ชั่วคราว
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ กล้ามเนื้อกรามจะเกิดการคลายตัวและลดการขยับเขยื้อนลงอย่างเห็นได้ชัด ตามหลักการทำงานของร่างกายมนุษย์ เมื่อกล้ามเนื้อส่วนใดก็ตามไม่ได้ถูกใช้งานหรือขยับเขยื้อนเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อส่วนนั้นจะมีขนาดเล็กลงและฝ่อตัวลงไปเองตามธรรมชาติ (Muscle Atrophy) เปรียบเหมือนกับการที่เราไม่ได้ยกเวทนาน ๆ กล้ามเนื้อแขนก็จะค่อยๆ แฟบและเล็กลงนั่นเอง กระบวนการนี้เองที่ทำให้มุมกรามที่เคยปูดนูนและหนาหนา ค่อย ๆ ยุบตัวราบเนียนลง ส่งผลให้รูปหน้าโดยรวมดูเรียวเล็กลงและเรียบเนียนขึ้น
2. ไทม์ไลน์ความเปลี่ยนแปลง: ฉีดโบท็อกซ์ลดกรามกี่วันเห็นผล?
กระบวนการฝ่อตัวของกล้ามเนื้อหลังจากได้รับตัวยาโบท็อกซ์ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใดหลังถอดเข็ม แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาและกลไกชีวภาพของร่างกาย โดยเราสามารถแบ่งไทม์ไลน์การเห็นผลลัพธ์ออกเป็นระยะต่าง ๆ ได้ดังนี้
ระยะที่ 1: ช่วง 1 - 3 วันแรกหลังฉีด (ระยะเริ่มเซตตัว)
ในระยะแรกนี้ ตัวยากำลังเริ่มจับตัวกับปลายประสาทอย่างเหนียวแน่น ใบหน้าภายนอกจะยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ให้เห็นเลย โครงสร้างหน้ายังคงมีขนาดเท่าเดิม แต่คนไข้อาจจะเริ่มมีความรู้สึกตึง ๆ หรือเมื่อยล้าบริเวณกรามในเวลาที่ต้องเคี้ยวอาหารที่มีความเหนียวหรือแข็ง ซึ่งถือเป็นอาการปกติที่แสดงว่าตัวยากำลังเริ่มออกฤทธิ์อย่างถูกต้อง
ระยะที่ 2: ช่วง 1 - 2 สัปดาห์หลังฉีด (กล้ามเนื้อเริ่มนิ่มลง)
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง ผลลัพธ์จะเริ่มชัดเจนขึ้นในแง่ของ "สัมผัส" หากคนลองลองกัดฟันแน่น ๆ แล้วเอามือกดคลึงบริเวณมุมกรามดู จะพบว่าก้อนกล้ามเนื้อที่เคยแข็งปูดเป็นไตหนา ๆ เริ่มนิ่มลงอย่างเห็นได้ชัด และเวลาเคี้ยวอาหารจะรู้สึกว่าแรงเคี้ยวลดน้อยลงไปกว่าเดิม แต่ในแง่ของรูปหน้าภายนอกอาจจะเพิ่งเริ่มเห็นว่ามุมกรามดูยุบลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ระยะที่ 3: ช่วง 3 - 4 สัปดาห์หลังฉีด (รูปหน้าเริ่มเปลี่ยนและเรียวลงชัดเจน)
นี่คือช่วงเวลาแห่งการรอคอยที่ผลลัพธ์ทางกายภาพเริ่มปรากฏเด่นชัดที่สุด เนื่องจากกล้ามเนื้อที่นิ่มลงมาตลอดยี่สิบกว่าวันจะเริ่มเกิดการฝ่อตัวและลดขนาดปริมาตรลงอย่างจริงจัง เมื่อส่องกระจกดูจะสังเกตเห็นว่ากรอบหน้าล่างดูเพรียวบางลง แนวกรามดูนุ่มนวลขึ้น ใบหน้าส่วนล่างดูสอบเรียวเข้าหาคางอย่างสมส่วน แต่งหน้าและถ่ายรูปขึ้นกล้องได้ง่ายขึ้น
ระยะที่ 4: ช่วง 2 - 3 เดือนหลังฉีด (จุดพีคที่สุดของความเรียว)
ผลลัพธ์ของการฉีดโบท็อกซ์ลดกรามจะก้าวเข้าสู่จุดที่สวยงามและเรียวเล็กที่สุดที่ประมาณช่วงเดือนที่สองถึงเดือนที่สามหลังรับบริการ กล้ามเนื้อแมสเซเทอร์จะฝ่อตัวลงเต็มที่ กรอบหน้าจะชัดเจนและมีความเป็นวีเชฟมากที่สุดในระยะนี้ ก่อนที่ตัวยาจะค่อย ๆ หมดฤทธิ์ไปตามวงจรธรรมชาติ

3. ฉีดโบท็อกซ์กรามแล้วหน้าเรียวลงจริงไหม? เจาะลึกปัจจัยที่ทำให้บางเคสไม่เห็นผล
คำตอบทางการแพทย์คือ "หน้าเรียวลงได้อย่างแน่นอน" แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ปัญหาหน้าใหญ่หรือหน้าเหลี่ยมของเคสนั้นจะต้องเกิดจาก "ขนาดของกล้ามเนื้อกราม" เป็นหลักเท่านั้น
ในความเป็นจริง โครงสร้างใบหน้าที่ดูใหญ่หรือบานออกด้านข้างเกิดจาก 3 ปัจจัยหลักที่แตกต่างกัน ซึ่งโบท็อกซ์ไม่สามารถแก้ไขได้ทุกปัจจัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้:
ปัญหาเกิดจากโครงสร้างกระดูกขากรรไกร (Bone Structure): หากคุณลองคลำบริเวณมุมกรามแล้วพบว่าเป็นโครงกระดูกแข็ง ๆ หักมุมเป็นเหลี่ยมชัดเจน โดยที่ไม่มีเนื้อกล้ามเนื้อนิ่ม ๆ คลุมอยู่มากนัก ปัญหาแบบนี้เกิดจากพันธุกรรมกระดูก ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์จะไม่สามารถเข้าไปลดขนาดของมวลกระดูกได้ เคสลักษณะนี้จำเป็นต้องพึ่งพาการผ่าตัดศัลยกรรมเหลากรามเพื่อผลลัพธ์ที่ตรงจุด
ปัญหาเกิดจากการสะสมของไขมันส่วนเกิน (Fat Accumulation): หากใบหน้าของคุณมีความอวบอิ่ม แก้มป่อง หรือมีเหนียงใต้คางหนาแน่น เมื่อเอามือหยิบผิวหนังแล้วติดเป็นก้อนไขมันนุ่ม ๆ ออกมาปริมาณมาก ปัญหานี้เกิดจากเซลล์ไขมันสะสม ซึ่งโบท็อกซ์ไม่มีฤทธิ์ในการทำลายหรือสลายไขมัน เคสนี้จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการฉีดเมโสแฟต (Meso Fat) เพื่อสลายไขมัน หรือใช้เครื่องมือยกกระชับในกลุ่มไฮฟู (HIFU) หรืออัลเทอรา (Ulthera) แทน
ปัญหาเกิดจากกล้ามเนื้อกรามใหญ่ (Masseter Hypertrophy): นี่คือปัญหาที่โบท็อกซ์ตอบโจทย์ได้ 100% วิธีเช็กง่าย ๆ คือให้คุณเอามือวางแนบซบไว้ที่บริเวณมุมกรามทั้งสองข้าง จากนั้นลองกัดฟันเคี้ยวเน้น ๆ สลับกับคลายฟัน หากรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อแข็ง ๆ เด้งปูดสู้มือขึ้นมาอย่างรุนแรง แสดงว่าคุณมีกล้ามเนื้อกรามขนาดใหญ่ ซึ่งหลังจากฉีดโบท็อกซ์ไปแล้ว ใบหน้าจะเรียวเล็กลงได้อย่างชัดเจนแน่นอน
ดังนั้น ในหลาย ๆ เคสที่เดินเข้าไปในคลินิก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงมักแนะนำให้ทำหัตถการควบคู่กัน (Combination Treatment) เช่น ฉีดโบท็อกซ์ลดกรามร่วมกับการฉีดเมโสแฟตลดแก้ม เพื่อจัดการทั้งปัญหากล้ามเนื้อและไขมันพร้อมกัน ซึ่งจะช่วยเนรมิตใบหน้าให้เรียวเล็กได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
4. ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน? และเทคนิคการฉีดรักษาเพื่อความคงทนยาวนาน
โดยทั่วไปแล้ว การฉีดโบท็อกซ์ลดกราม 1 ครั้ง จะสามารถคงผลลัพธ์ความเรียวของใบหน้าไว้ได้ยาวนานประมาณ 4 - 6 เดือน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งยี่ห้อของโบท็อกซ์ที่เลือกใช้ ปริมาณยูนิต (Unit) ที่เหมาะสม รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม วงการแพทย์ความงามพบว่า เราสามารถส่งเสริมให้ผลลัพธ์หน้าเรียวอยู่ได้ยาวนานยิ่งขึ้นจนแทบจะกลายเป็นรูปหน้าถาวรได้ ด้วยการวางแผนการฉีดอย่างต่อเนื่องและถูกวิธี ดังนี้:
เทคนิคการฉีดซ้ำเพื่อบล็อกกล้ามเนื้อ (Maintenance Treatment)
หลังจากฉีดโบท็อกซ์กรามครั้งแรกไปแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 4-5 เดือน ตัวยาจะเริ่มคลายฤทธิ์ และกล้ามเนื้อกรามจะพยายามกลับมาทำงานขยับเขยื้อนอีกครั้ง หากเราปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำอะไร กล้ามเนื้อก็จะค่อย ๆ โตกลับมาเท่าขนาดเดิมในที่สุด
แต่ถ้าเรารีบกลับมาฉีดโบท็อกซ์ย้ำอีกครั้งในขณะที่กล้ามเนื้อกรามเพิ่งเริ่มขยับได้เล็กน้อย และยังไม่ทันได้ฟื้นตัวกลับมาโตเต็มที่ (ประมาณเดือนที่ 4-5 หลังฉีดครั้งแรก) จะเป็นการเข้าไปบล็อกการทำงานของกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้กล้ามเนื้อกรามฝ่อตัวลงลึกยิ่งขึ้นไปอีก การทำเช่นนี้ต่อเนื่องกันประมาณ 3-4 ครั้ง จะส่งผลให้กล้ามเนื้อกรามมีขนาดเล็กลงอย่างเสถียร ทำให้ในการฉีดครั้งต่อ ๆ ไป ผลลัพธ์หน้าเรียวจะอยู่ได้ยาวนานขึ้น บางเคสอาจอยู่ได้นานถึง 8-12 เดือนเลยทีเดียว
พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากให้กรามกลับมาโตไว
หากคุณต้องการให้ผลลัพธ์หน้าเรียวอยู่กับคุณไปนาน ๆ ควรหลีกเลี่ยงหรือลดพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการกระตุ้นกล้ามเนื้อกรามดังต่อไปนี้
การชอบเคี้ยวอาหารที่มีความเหนียวและแข็งมาก ๆ เช่น เนื้อแดดเดียว ขนมเค้กข้าวเหนียว ปลาหมึกแห้ง น้ำแข็ง หรือหมากฝรั่ง เพราะการบดเคี้ยวสิ่งเหล่านี้บ่อย ๆ จะเป็นการบริหารและฝึกฝนกล้ามเนื้อกรามให้กลับมาแข็งแรงและโตไวขึ้น
พฤติกรรมการนอนกัดฟัน (Bruxism) หรือการชอบขบฟันแน่นในเวลาที่เครียดหรือใช้สมาธิโดยไม่รู้ตัว พฤติกรรมนี้จะสร้างภาระหนักให้กล้ามเนื้อกรามทำงานตลอดเวลา ซึ่งหากมีอาการรุนแรงควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อทำเฝือกสบฟัน (Night Guard) ควบคู่ไปด้วย
5. เจาะลึกแบรนด์โบท็อกซ์ยอดนิยมผ่าน อย. ยี่ห้อไหนดี โดดเด่นเรื่องลดกราม?
ปัจจุบันในคลินิกความงามชั้นนำมีโบท็อกซ์หลากหลายแบรนด์ที่ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย. ไทย) ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็มีจุดเด่น นวัตกรรมการผลิต และระดับราคาที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้เหมาะกับงบประมาณและความต้องการของคุณ
1) Allergan (โบท็อกซ์พรีเมียม ต้นตำรับจากสหรัฐอเมริกา)
ถือเป็นแบรนด์มาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ที่มีงานวิจัยรองรับยาวนานที่สุด โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการสกัดที่มีความบริสุทธิ์สูงมาก ทำให้ตัวยามีความเสถียรและกระจายตัวได้อย่างแม่นยำจำเพาะเจาะจง
จุดเด่นสำหรับการลดกราม: ตัวยาจะออกฤทธิ์นิ่งและแม่นยำสูงมากในจุดที่ฉีด ไม่ไหลกระจายไปโดนกล้ามเนื้อส่วนอื่นที่ใช้ในการยิ้ม จึงลดความเสี่ยงเรื่องหน้าเบี้ยวหรือยิ้มแข็งได้อย่างดีเยี่ยม และเป็นยี่ห้อที่ให้ผลลัพธ์คงทนยาวนานที่สุด (ประมาณ 6-8 เดือน) แต่แลกมาด้วยระดับราคาที่สูงที่สุด
2) Xeomin (โบท็อกซ์บริสุทธิ์จากเยอรมนี ทางเลือกเพื่อป้องกันการดื้อยา)
โดดเด่นด้วยนวัตกรรมการผลิตแบบ XTRACT 50 ที่ทำการสกัดแยกโปรตีนเชิงซ้อน (Complexing Proteins) ออกจนหมดสิ้น เหลือเพียงตัวยาท็อกซินบริสุทธิ์ 100% (Pure Toxin)
จุดเด่นสำหรับการลดกราม: เนื่องจากไม่มีสิ่งเจือปนที่เป็นโปรตีน ร่างกายจึงไม่สร้างสารต้านท็อกซินขึ้นมา จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเคสที่กลัวการดื้อยา หรือเคสที่เคยฉีดแบรนด์อื่นแล้วรู้สึกว่าได้ผลน้อยลง การฉีดลดกรามด้วยยี่ห้อนี้ให้ผลลัพธ์ที่นุ่มนวล เป็นธรรมชาติ หน้าไม่ตึงแข็ง และอยู่ได้นานประมาณ 5-6 เดือน
3) Nabota / Botulax (โบท็อกซ์ยอดนิยม คุณภาพดีเยี่ยมจากเกาหลี)
แบรนด์สัญชาติเกาหลีใต้ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีเยี่ยมในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายและคุ้มค่า
Nabota (กล่องสีดำ): เป็นโบท็อกซ์เกาหลีแบรนด์เดียวที่ได้รับการรับรองจาก อย. สหรัฐอเมริกา (US FDA) เด่นเรื่องตัวยาที่มีความบริสุทธิ์สูง ออกฤทธิ์ไว เหมาะสำหรับการสลายกล้ามเนื้อกรามก้อนหนาให้ยุบตัวลงได้อย่างรวดเร็ว อยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน
Botulax (กล่องสีน้ำเงิน): โดดเด่นเรื่องความนุ่มนวลในการออกฤทธิ์ หลังฉีดกรามแล้วจะให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ ไม่ตึงรั้งจนเกินไป นิยมใช้ในการปรับรูปหน้าเรียววีเชฟอย่างแพร่หลาย อยู่ได้นานประมาณ 4-5 เดือน

6. ข้อปฏิบัติตัวที่สำคัญก่อนและหลังฉีดโบท็อกซ์กราม เพื่อความปลอดภัยขั้นสุด
เพื่อให้การฉีดโบท็อกซ์ลดกรามได้ผลลัพธ์ที่สวยสมบูรณ์แบบ ร่างกายฟื้นตัวไว และไม่มีผลข้างเคียงแทรกซ้อน คนไข้ควรให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองตามข้อแนะนำทางการแพทย์ดังต่อไปนี้
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการฉีดโบท็อกซ์ งดรับประทานยาและอาหารเสริมที่ส่งผลให้เลือดหยุดไหลช้า เช่น ยาแอสไพริน, วิตามินอี, น้ำมันปลา (Fish Oil), สารสกัดแปะก๊วย และกระเทียมอัดเม็ด ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการเกิดรอยเขียวช้ำบริเวณที่ฉีด
งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนเข้ารับบริการ เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดสูบฉีดแรงขึ้น เสี่ยงต่อการบวมช้ำเพิ่มขึ้น
การดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกซ์ลดกราม (ช่วง 14 วันแรก)
รีบเคี้ยวหมากฝรั่งทันทีหลังฉีดเสร็จ (เทคนิคเฉพาะ): แพทย์มักจะแนะนำให้คนไข้เคี้ยวหมากฝรั่งทันทีหลังฉีดกรามเสร็จเป็นเวลาประมาณ 15-30 นาที กระบวนการนี้จะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อกรามมีการขยับเขยื้อน ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ตัวยาโบท็อกซ์สามารถกระจายตัวและซึมลึกเข้าสู่มัดกล้ามเนื้อได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ห้ามนอนราบหรือก้มหัวต่ำในช่วง 4 ชั่วโมงแรก: หลังฉีดเสร็จใหม่ๆ ตัวยายังไม่ได้จับตัวกับเนื้อเยื่ออย่างสมบูรณ์ การนอนราบหรือการก้มหัวต่ำเกินไปอาจทำให้ตัวยาไหลย้อนหรือเคลื่อนตำแหน่งไปยังกล้ามเนื้อข้างเคียง ซึ่งอาจส่งผลให้มุมปากตกหรือยิ้มไม่ขึ้นได้
ห้ามนวด กด หรือคลึงบริเวณกรามเด็ดขาด: ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ห้ามบีบนวดหน้าหรือทำหัตถการกดสิวแรง ๆ บริเวณกราม เพราะแรงกดจะทำให้ตัวยาเคลื่อนที่ออกจากกล้ามเนื้อเป้าหมาย
หลีกเลี่ยงความร้อนสูงทุกรูปแบบชั่วคราว: ควรงดการเข้าอบซาวน่า ออนเซ็น การทำเลเซอร์ร้อนยกกระชับหน้า หรือการนั่งทานปิ้งย่าง ชาบู ที่มีไอร้อนปะทะใบหน้าตรง ๆ ในช่วง 14 วันแรก เนื่องจากความร้อนสูงจะไปทำลายโครงสร้างโปรตีนของโบท็อกซ์ ทำให้ตัวยาสลายตัวไวและประสิทธิภาพลดลงอย่างน่าเสียดาย
การฉีดโบท็อกซ์ลดกรามเป็นวิธีที่ เห็นผลลัพธ์ในการปรับหน้าเรียวลงได้จริงอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนในสัปดาห์ที่ 3-4 และสวยงามที่สุดในเดือนที่ 2-3 ซึ่งจะสามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน
หัวใจสำคัญสูงสุดที่จะกำหนดความสวยและความปลอดภัยในการทำหัตถการนี้คือ "ความโปร่งใสของตัวยาและความเชี่ยวชาญของแพทย์" ก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง คุณต้องเลือกคลินิกความงามที่มีใบอนุญาตถูกต้อง ดำเนินการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีความรู้ด้านกายวิภาคมัดกล้ามเนื้อบนใบหน้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อการคำนวณปริมาณยูนิต (Unit) และการวางตำแหน่งเข็มที่แม่นยำ ไม่ฉีดตื้นหรือลึกเกินไปจนไปกระทบกับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยิ้ม (Risorius Muscle)
ที่สำคัญที่สุดคือการตรวจสอบให้แน่ใจว่าตัวยาที่ฉีดเป็น "โบท็อกซ์แท้ผ่าน อย. ที่สามารถแกะกล่องใหม่และดึงยาต่อหน้าคุณได้เท่านั้น" การหลีกเลี่ยงโบท็อกซ์หิ้วหรือโบท็อกซ์ปลอมที่มีราคาถูกจนผิดปกติ จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่ช่วยให้คุณมีใบหน้าเรียวสวย คมชัด สมส่วนอย่างปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียง และไม่เสี่ยงต่อภาวะการดื้อยาในอนาคตอย่างยั่งยืน